6 เรื่องเล่าวลีจากเจ้าตัวน้อยที่ทำให้เราต้องชะงัก

589

ถ้าเราบอกว่าความสามารถในการรับรู้บางอย่างของเด็ก ๆ นั้นมีบางสิ่งบางอย่างที่เหมือนจะสามารถรับรู้ได้ดีกว่าพวกเราที่เติบโตมาแล้ว เพื่อนเพื่อนของเราหลายหลายคนก็คงจะต้องคิดแบบเดียวกันแต่อีกหลายคนที่ยังไม่เคยเจอเรื่องราวที่เป็นตัวบงชี้เหล่านี้กับตัวเองก็คงจะไม่รู้และอาจจะไม่เห็นด้วย แต่ถ้าเราบอกว่าเพราะการที่ยังไม่มีความรู้หรือข้อมูลอะไรมากมายแบบผู้ใหญ่นั้นทำให้เด็กๆมีความสามารถในการคิดแบบตามความจริงและการบอกหรือพูดอะไรออกมาก็ล้วนแล้วแต่ยังคงตรงไปตรงมาอยู่ นั้นคือคิดแบบไหนก็พูดออกมาแบบนั้น ซึ่งบางครั้งสิ่งที่พูดออกมาก็สร้างความงุนงงให้กับเราและอาจจะสร้างความประหลาดใจให้เราอย่างมากในบางเรื่องอีกด้วย

พวกเราชาวสัพเพเหระได้อ่านเรื่องราวมากมายบนอินเทอร์เน็ตและเราก็ลองรวบรวมเรื่องราวจากเพื่อนเพื่อนของเราที่ได้แบ่งปันสิ่งเหล่านี้ให้พวกเราได้อ่านกัน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปรวมฟังกันเลยดีกว่านะ

เรื่องแรกเพื่อนใหม่ริมหน้าต่าง

เมื่อตอนที่เราเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยปีแรกเราเอาเวลาว่างไปทำงานเป็นพี่เลี่ยงเด็กซึ่งมันก็สนุกสนานดี จนกระทั่งในหน้าร้อนของปีนั้นตอนที่เรารับงานดูแลเด็ก 3 ขวบ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเลยสำหรับเราเมื่อเราไปถึงก็ทำความรู้จักและเราก็เริ่มเข้ากับเด็กได้อย่างรวดเร็ว แต่พอผ่านไปสักพักเราก็เห็นเด็กน้อยมองไปที่หน้าต่างแล้วก็เริ่มหัวเราะ เหมือนมองอะไรบางอย่างอยู่แต่พอเรามองไปก็ไม่เห็นอะไร พอเราหันไปมองทางอื่นเด็กน้อยก็ทำเหมือนเดิมอีกและครั้งนี้ก็พูดว่า คนข้างนอกกำลังพยายามเข้ามาข้างใน เมื่อเรามองไปที่นั่นก็ไม่พบใครเลย และอีกสักพักเด็กน้อยก็หลับไปปล่อยเราไว้คนเดียวกับวิวนอกหน้าต่าง

เรื่องที่สองคุณยายนักเล่านิทาน

พวกเราเป็นครอบครัวใหญ่ที่อยู่ด้วยกันตั้งแต่คุณตาคุณยาย ทำให้บ้านของเราไม่เคยที่จะเงียบเลยเพราะมักจะมีเพื่อน ๆ และญาติๆ แวะมาเยี่ยมคุยกับคุณตาและคุณยายเสมอจนกระทั้งท่านทั้งสองจากไป หลังจากนั้นที่บ้านก็จะมีแต่เพื่อนของเราซึ่งพาลูก ๆ มาเล่นกันขณะที่พวกเราผู้ใหญ่คุยกัน แต่มีอยุ่ครั้งหนึ่งหลังจากที่เราคุยกับเพื่อนอยู่และกำลังจะไปหยิบน้ำดื่มมาเติม เราก็พบว่าเด็กๆ หัวเราะอย่างสนุกสนานเลยแวะเข้าไปดูสักหน่อยแต่พอเราเข้าไปถึงก็พบว่าเด็กๆเงียบไปแล้วซึ่งเราก็ถามว่ากำลังเล่นสนุกอะไรกัน แล้วก็มีเด็กคนหนึ่งตอบว่าพวกเรากำลังฟังนิทานจากคุณยายผมแดง แต่เราไม่เห็นใครและคิดไปว่าเด็กๆ คงพูดเล่นเลยเดินกลับไปคุยกับเพื่อนต่อจนกระทั้งก่อนจะกลับบ้านขณะที่เราเดินมาส่งเพื่อนเพื่อน ก็มีเด็กคนหนึ่งชี้ไปที่รูปคุณยายของเราที่ท่านจากไปแล้ว และพูดว่าคุณยายผมแดงไปไหนเขาอยากจะบอกลากลับบ้านซะหน่อยและอยากจะขอมาฟังคุณยายเล่านิทานอีกจะได้ไหม ซึ่งเรากับเพื่อนก็นิ่งไปเพราะเราทั้งคู่รู้ดีว่าคุณยายท่านจากไปนานแล้ว

เรื่องที่สามคนที่เฝ้ามอง


พวกเรามีลูกสาววัย 3 ขวบที่กำลังน่ารักและร่าเริงสดใส และพวกเราก็ชอบไปนั่งที่สวนสาธารณะใกล้ใกล้ในตอนเย็นอยุ่เสมอ แต่ระยะหลังทุกครั้งที่พวกเราไปที่สวนสาธารณะ จะมีหญิงชราคนหนึ่งนั่งอยู่ถัดออกไปซึ่งเราก็ไม่ได้สนใจมาก ต่อมาในวันที่พวกเราเดินทางไปเยี่ยมคุณปู่ที่ต่างเมือง ลูกสาวของเราก็ชี้ไปที่รูปของคุณย่าและเธอก็บอกว่าหญิงชราคนนั้นมีหน้าตาเหมือนหญิงชราที่มานั่งอยู่ในสวนกับเราทุกวันเลย ซึ่งหลังจากวันนั้นเราก็ไม่พบหญิงชราที่จะมานั่งที่สวนอีกเลย

เรื่องที่สี่รูปวาดชวนฝัน


ตอนที่ลุกของเราเริ่มเข้าเรียนชั้นประถมในตอนเย็นของทุกวันเราและลูกก็จะมานั่งคุยกันกับเรื่องที่โรงเรียนและก็จะมาทำการบ้านที่ทางคุณครูสอนมาซึ่งนั้นทำให้เรารู้สึกสนิทกับลูกมากขึ้นเพราะเราจะคุยกันแทบทุกเรื่องที่เกิดขึ้น แต่แล้ววันหนึ่งระหว่างที่ลุกของเรากำลังทำการบ้านของวิชาศิลปะ ด้วยการวาดรูปใครสักคนในบ้านซึ่งเราก็ปล่อยให้ลุกนั่งทำไปขณะที่เราไปทำอาหารแต่พอเรากลับมาก็เห็นว่าลูกกำลังวาดรูปคล้าย ๆกับผู้หญิงกำลังยื่นอยู่ริมหน้าต่างซึ่งเราเห็นแล้วก็สงสัยเราเลยถามลูกไปว่า คุณครูให้วาดรูปคนในบ้านไม่ใช้เหรอแต่หนูกำลังวาดรูปใครอยู่นะแม่ไม่เคยเห็นแล้วลูกของเรากลับตอบมาว่า หนูกำลังวาดภาพพี่ที่ยืนร้องไห้อยู่ที่ริมหน้าต่างพร้อมกับชี้ไปที่หน้าต่างที่มีแสงไฟส่องเข้ามาเล็กน้อย หลังจากนั้นเราก็เงียบไปเลย

เรื่องที่ห้าฝากทิ้งด้วย

หลังจากที่พ่อของเราจากไปได้สักพัก พวกเราก็กลับมาอยุ่ที่บ้านโดยที่คุณแม่และพี่สาวของเรายังอยู่กันที่บ้านหลังเดิม เย็นวันหนึ่งหลังจากที่เพิ่งทำงานกลัมาถึงบ้านระหว่างที่เรากำลังจัดโต๊ะอาหารเพื่อทานอาหารเย็นกันในครอบครัว จู่ ๆ ลูกสาวของเราก็พูดขึ้นมาว่า “คุณปู่อยากให้ทิ้งผ้าปูที่นอนนะ” ตอนนั้นเราและแฟนหันหน้ามามองกันแบบงงๆแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรและก็เริ่มทานอาหารกันต่อ แต่หลังจากนั้นอีกสัก 10 นาที แม่ของเราก็โทรมาและพูดด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ และท่าทางแบบไม่พอใจว่าพี่สาวของเรากำลังจัดห้องนอนและเก็บของทำความสะอาดบ้าน โดยจะเอาพวกของใช้อย่างที่นอนและผ้าปูทั้งหมดไปทิ้งแล้วเปลี่ยนใหม่แต่แม่อยากจะเก็บไว้ และอยากให้เราพูดกับพี่สาวให้หน่อย ซึ่งพอเราได้ฟังแบบนั้นก็ตกใจพร้อมกับหันไปมองที่หน้าลูกสาว

เรื่องที่หกเพื่อนใหม่ไม่อยากเล่น

ก่อนที่เราจะย้ายมาอยู่บ้านหลังใหม่ลูกของเราเคยชอบของเล่นที่เป็นรถยนต์มากมากแต่พอย้ายมาเค้ากลับเอาของเล่นพวกนั้นไปใส่่กล่องและไม่เปิดออกมาเล่นเลยซึ่งเราก็ไม่ได้สนใจมาก่อนจนกระทั้งมีอยู่วันหนึ่งเราถามไปว่าทำไมเดียวนี้ถึงไม่หยิบรถของเล่นที่เป็นของขวัญครบรอบวันเกิดที่เราเคยให้ออกมาเล่นเลย แล้วลูกของเราก็ตอบว่าเพื่อนใหม่ของเค้าไม่ค่อยชอบของเล่นที่เป็นรถยนต์ซึ่งเราก็ไม่ได้คิดอะไรจนกระทั้งอีกสองสามวันต่อมาเรามารู้ว่าเจ้าของบ้านเดิมที่ย้ายออกไปมีลูกชายที่จากไปด้วยเหตุทางรถยนต์

เพื่อนเพื่อนได้อ่านเรื่องราวเหล่านี้แล้วรู้สึกเป็นอย่างไรกันบ้างหลายคนอาจะคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่อีกหลายคนก็อาจจะพยายามหาคำอธิบายสถานการณ์เหล่านี้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรแล้วถ้าหากว่าเพื่อนเพื่อนยังมีเรื่องราวแบบนี้อีกละก็ช่วยส่งมาให้พวกเราได้อ่านกันด้วยสิ

เรียบเรียงโดย สัพเพเหระ